รีวิวจัดเต็ม My Mister “บดขยี้ ตีความ..คุณลุงที่รักของฉัน” ดูจบก่อนอ่าน

3923

ก่อนจะอ่านรีวิวทั้งหมดนี้ ขอสารภาพบาปก่อนว่า ผู้เขียนเกือบจะพลาดซีรีส์ที่ดีที่สุดอันดับสองในชีวิตไปซะแล้ว ถ้าไม่ตัดสินใจดูเรื่องนี้ เพราะในตอนแรกของการดู Still cut ที่ปล่อยออกมา ประกอบกับยังไม่ได้อ่านข้อมูลว่าใครเป็นผู้กำกับ แว๊บแรกในความคิดคือ..หม่นหมองอะไรปานนี้ ไม่ค่อยน่าดูเลย พระเอกก็ไม่หล่อแฮะ ไอยูก็โทรมจัง ทว่า…….

เมื่อได้ทราบว่า ผู้กำกับ My Mister คือ คิมวอนซอกนิม ที่เคยกำกับซีรีส์ชั้นยอดอย่าง MiSeang และ Signal มาแล้ว ทำให้ต้องรีบหา EP1 มาดูอย่างรวดเร็ว เพราะเชื่อในฝีไม้ลายมือ ความขยันและประณีต ในการละเมียดอารมณ์ขมๆ แต่ปนหวานที่เคยได้รับมาจากเรื่องก่อนๆ โดยไม่ต้องตัดสินใจจากการดูทีซงทีเซอร์หรือเรตติ้งใดๆ ทั้งสิ้น

⭐ คะแนนละคร:  12 เต็ม 10

หม่นเหงา เคล้าอิ่มเอม

ถ้ามีใครถามคุณว่า My Mister น่าดูหรือเปล่า ทำไมมันดูเศร้าๆ ไม่น่าดูเลย ไอยูแต่งตัวไม่สวย พระเอกแก่ ไม่หล่อ ร้อยทั้งร้อยของคนที่ดูแล้วคงคันปากอยากบรรยายความงดงามในความหม่นหมองที่มองเห็นนั้นออกมาสักหน้ากระดาษ A4 ก่อนอื่นมาทยอยเก็บรีวิวนี้แล้วเรียบเรียงเป็นคำพูดเชิญชวนให้เพื่อนของคุณเปลี่ยนใจมาเปิดดูตอนแรกของ My Mister นี้กันค่ะ

อีซอนกยุน..คุณลุงที่รักของฉัน

Pasta ซีรีส์ที่เราคลาดกันมาแล้วครั้งหนึ่ง มาถึงเรื่องนี้ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสชมฝีมือการแสดงของ “อีซอนกยุน” พระเอกเสียงหล่อในตำนานที่เคยได้ยินมานมนาน แต่ไม่เคยได้ดูจริงจังเสียที อีซอนกยุน รับบท “พัคดงฮุน” ลูกชายคนกลางในพี่น้อง 3 คน ผู้แบกรับภาระที่เรียกว่า “ความหวัง” อันหนักอึ้งไว้บนไหล่ และรวบเอาความอัดอั้นทั้งหลายเก็บไว้ในใจ เขาแสดงได้ดีชนิดที่เรียกว่า คุณจะนึกไม่ออกเลยว่าใครจะเหมาะสมกับบทนี้ได้เท่ากับเขาคนนี้อีกแล้ว และแน่นอนว่าเขาได้คว้าหัวใจบางๆ อย่างผู้เขียนไปแล้วเรียบร้อยโดยปริยาย

ลุงผู้เป็นทั้งเจ้านายและครู

ฉากที่เน้นย้ำการสอนของลุง ในงานศพคุณยายของจีอัน ลุงที่ไม่ค่อยพูด แต่ถ้าลูกน้องกระทำไม่สมควร ลุงก็พูดสอน ลุงแนะนำ ลุงสอนทั้งวิชางาน และยังสอนวิชาชีวิตแก่ลูกน้องของลุงตลอดอีกด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจว่ทำไมลูกน้องถึงพร้อมใจยกขบวนลาออกมาสู้กับลูกพี่คนนี้ด้วยกันครบทุกคน

วิธีแก้ปัญหาฉบับลุง แล้วจะไม่ให้รักได้ยังไง

3 สถานการณ์ที่อยากจะบอกกล่าวเล่าถึงวิธีการแก้ปัญหาฉบับ “พัคดงฮุน” คุณลุงที่รักของฉัน

สถานการณ์แรก เมื่อรู้ว่า “พี่ชายกำลังเสียใจ” ที่ต้องไปคุกเข่าให้ลูกค้าและกลัวว่าแม่จะต้องปวดใจ พัคดงฮุน เลือกซื้อกระเช้าผลไม้แล้วไปเจรจาแกมขู่ให้คู่กรณีพี่ชายถือกระเช้าที่เขาซื้อมาเองไปขอโทษทางบ้าน

สถานการณ์ที่สอง เมื่อรู้ว่าที่แท้แล้ว “อีจีอัน” มีสภาพอย่างที่เห็นเพราะมีหนี้สิน เขาแก้ปัญหาด้วยการไปหาเจ้าหนี้เธอ และขอชดใช้หนี้นั้นแทนเธอ โดยไม่รู้ยอดหนี้ก้อนนั้นเป็นเท่าไหร่ และแม้ว่าจะมีเลือดตกยางออก เขาก็ไม่ปริปากบอกเล่าให้ใครฟัง

สถานการณ์ที่สาม เมื่อรู้ว่า “เมียตัวเองมีชู้” พัคดงฮุนไม่โวยวายใส่เมีย แต่เขากลับเลือกที่จะไปจัดการกับชู้และสั่งให้ชู้เลิกกับเมีย โดยไม่ให้เธอรู้ว่าสามีของตัวเองรู้เรื่องนี้แล้ว และเลือกใช้ชีวิตอยู่กับเมียเหมือนเดิมตามปกติ

พัคดงฮุนไม่เคยป่าวประกาศฝากบอกใครถึงความดีของเขา เขามักจะเก็บทุกปัญหาไว้คนเดียว โดยไม่ปรึกษาใครแม้กระทั่งครอบครัว และเลือกที่จะแก้ปัญหาในแบบฉบับของเขาเอง คนเดียวที่รู้ทุกเรื่องทุกสถานการณ์มีเพียง “อีจีอัน” หญิงสาวที่คอยแอบฟังทุกช่วงเวลานาทีในชีวิตของเขา แล้วอย่างนี้จะไม่ให้อีจีอันหลงรักลุงคนนี้ได้อย่างไร ผู้ชมอย่างเราๆ ก็เช่นเดียวกัน จริงมั๊ย?

กอดนี้ที่รอคอย

ถ้าจะกล่าวว่านี่คือ ฉากนี้ที่ทุกคนรอคอย ก็คงจะไม่ผิด และมันเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าเสียเหลือเกิน กอดไม่ถึง 1 นาทีของลุงกับจีอันที่ทำให้ใจบางๆ ของผู้ชมฟินได้ไม่รู้ลืม มันอบอุ่นและสวยงามเกินบรรยาย ภาพนี้ผู้เขียนดูได้ไม่ชัดเจน เพราะตลอดการดู ดวงตาเจือด้วยน้ำใสๆ ที่ไหลอาบแก้มตลอดเวลาด้วยความซาบซึ้งกินใจ คุณล่ะเป็นเหมือนกันมั้ย?

เสียงนี้ที่หัวใจตามหา

ในตอนจบอีจีอันเดินตามหัวใจไปตามน้ำเสียงที่คุ้นเคย เขาคือคนที่เธอต้องการเจอที่สุดในชีวิต และเขาอยู่ตรงหน้าแล้ว กล้องที่ถ่ายภาพออกมาแทนตัวจีอันที่กำลังเดินตามเสียงนั้น มันทำให้หัวใจของผู้ชมสั่นไหวไปด้วย นี่แหละคือความสามารถของผู้กำกับคนนี้ คิมวอนซอก

แค่จับมือหรือ…

การที่ลุงขอจับมือจีอันด้วยตัวเองในตอนจบ เขามองภาพเธอตรงหน้า หญิงสาวที่เติบโตขึ้น ดูดีขึ้น มีงานการที่ดี มีเพื่อนร่วมงาน และกล่าวคำว่า “ขอบคุณนะ” ในความหมายของความซาบซึ้งใจ คำนี้บอกอะไร ขอบคุณนะจีอันที่เธอตอบแทนฉันด้วยการใช้ชีวิตที่ดี ขอบคุณนะที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง เขาไม่ต้องห่วงเธออีกต่อไปแล้ว การขอจับมือด้วยตัวเอง จากการที่เขามักจะเลี่ยงที่จะรับรู้ความรู้สึกของอีจีอันตลอดมา การขอจับมือนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดรับความรู้สึกหลังจากนี้ หรือจะเป็นการจับมือเพื่อจบความรักที่เก็บไว้ในใจ ต่อไปเขาและเธอจะเป็นอดีตพลังงานความสุขของกันและกันที่นำเก็บมาคิดถึงเมื่อไหร่ มวลความสุขก็จะก่อตัวขึ้นอีกครั้งใช่หรือไม่ ตอนจบแบบปลายเปิดอันชาญฉลาดของผู้กำกับนี้ ทำให้พวกเรามีอะไรคุยกันอีกเยอะเลย

จีอัน ถึงเวลาที่เธอจะเจอความสุขและสบายแล้วสินะ?

คำถามในใจที่ลุงถามอีจีอันในตอนจบ “จีอัน ถึงเวลาที่เธอจะเจอความสุขและสบายแล้วสินะ?” (ผู้เขียนแปลจากภาษาเกาหลี) และจีอันก็ตอบในใจว่า “ค่ะ…ใช่ค่ะ!” ทำให้ผู้เขียนตีความว่าเขาไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเธออีกต่อไป เขายิ้มและก้าวเดินห่างจากเธอได้อย่างสบายใจ เธอยิ้มและก้าวเดินห่างจากเขาได้อย่างสบายใจเช่นกัน การเจอกันครั้งต่อไปของเขาและเธอ ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆ ในชีวิตที่จะเล่าสู่กันและกัน

มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก

วลีสั้นๆ แต่พลังยิ่งใหญ่ที่ลุงมีไว้บอกกับตัวเองและสอนคนรอบข้างเสมอ วลีนี้บอกอะไรคุณบ้าง มันเอาไปใช้กับปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่ ถ้าคุณลองคิดถึงวลีนี้ของลุงแล้วนำเอากลับไปใช้ในชีวิตจริง คงจะดีไม่น้อย ทุกอย่างมีเกิด ก็ย่อมมีดับ แล้วถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว “มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” ไม่นานมันก็จะดับไป

“아무것도 아니에요.” อามูก็อดโด อานีเอโย “มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”

เมื่อลุงเศร้าและเหงาจับใจ

ในวันที่เมียลุงไปหาลูกที่ต่างประเทศและตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น วันนั้นลุงต้องยอมรับความจริงว่าชีวิตครอบครัวของเขามันไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว แน่นอนว่าก่อนหน้านี้เขาเศร้าที่เมียมีชู้ แต่วันนี้ที่ต้องอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ขนาดเท่าเดิมแต่กลับดูกว้างใหญ่นักเมื่อต้องอยู่คนเดียว นั่งกินกับข้าวที่ซื้อจากซุปเปอร์บนโต๊ะกินข้าวตัวเดิม มองเห็นรูปถ่ายครอบครัวในวันเก่าๆ ตรงหน้า วันนี้มันช่างปวดร้าวเกินจะทน

วันนี้ประโยคที่ว่า “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก” ไม่สามารถต้านทานความเหงาที่เดินเข้ามาเคาะประตูหัวใจลุงไว้ได้แล้ว เมื่อความเศร้ามันเอ่อล้น การปล่อยน้ำตาที่กลั้นไว้มานานก็ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เมื่อวันนี้ที่ลุงตัวคนเดียวและอีจีอันไม่อยู่…ขอให้ลุงได้ปลดปล่อยความเศร้าแบบไม่มีความสุขสักวันนะจีอัน แล้วลุงจะกลับมามีความสุขตามที่สัญญาไว้กับเธอ

เสียงนี้ที่ฉันหลงรัก

เสียงสุดหล่อของลุงที่เราได้ยินไปพร้อมกับอีจีอัน ด้วยระบบการบันทึกเสียงอันสุดยอด บวกกับภาพที่ถ่ายทำในระบบภาพยนตร์ มันยิ่งกระตุ้นความรู้สึกคนดู ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมหายใจ เสียงฝีเท้า เสียงก้าวเดิน ต้องยอมรับนับถือในความละเอียดของผู้กำกับคิมวอนซอกเป็นอย่างยิ่ง

ถ้ายายเสีย เธอต้องโทรหาฉัน

เพราะเราคือคนรู้จักกัน ฉันจะไปงานศพยาย คำพูดที่พัคดงฮุนเคยพูดไว้กับอีจีอัน แล้วสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นจริงๆ ผู้ชมจะรู้สึกสงสารอีจีอันจับใจ เมื่อญาติที่เหลือในชีวิตคนเดียวจากไป แต่ในขณะเดียวกันการที่มีพัคดงฮุน คุณลุงของฉันอยู่เคียงข้างเธอ มันทำให้ผู้ชมอย่างเราๆ ร้องไห้ในความเศร้าเคล้าไปในความซาบซึ้งอบอุ่นหัวใจไปพร้อมๆ กับอีจีอัน

ความหวานเดียวในชีวิตของอีจีอัน

กาแฟซอง 3 in 1 ดูเหมือนจะเป็นความหวานเดียวในชีวิตที่อีจีอันสัมผัสได้ ผู้กำกับเน้นภาพที่เธอต้มน้ำร้อนกินกาแฟทีละสองซอง สามซองตลอดทั้งเรื่อง จนในที่สุดเมื่อชีวิตคลี่คลาย จีอันก็ได้ลิ้มรสชีวิตใหม่ที่แสดงออกมาเป็นภาพการถือกาแฟสดห้อยป้ายพนักงานประจำเดินร่วมทางไปกับเพื่อนในชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ของเธอ

NO KISS SCENE, BUT….

My Mister สามารถทำให้คุณรู้สึกฟินแล้วฟินอีก โดยปราศจาก Kiss Scene (ถ้าจะบอกว่าฉากนั้นไงที่อีจีอันเขย่งเท้าจูบลุง แถวบ้านเรียก “เอาปากแปะ” ^^) ความรู้สึกจากการดูซีรีส์เรื่องนี้มันอิ่มเอม มันซึ้ง มันฟิน มันเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก ประทับใจความรัก ความห่วงใยระหว่างลุงและจีอัน และในทุกบทบาทของทุกตัวละคร จุดนี้ต้องขอซูฮกผู้เขียนบท ผู้กำกับ และทีมงานคุณภาพทุกๆ คนจากใจจริง

ความละเอียด ละเมียดละไมของทีมงานคุณภาพ

ถ้าคุณเคยดูผลงานก่อนหน้านี้ของผู้กำกับคิมวอนซอก อย่าง MiSaeng และ Signal มาแล้ว คุณจะรับรู้ได้ถึงความละเอียดสุดละเมียดระดับ 4K ในแต่ละฉาก ความเสมือนจริงของฉากจำลองนั้น ทำให้เราไม่รู้สึกตะขิดตะขวงอะไรใดๆ แต่เมื่อเคยได้รู้ถึงความละเอียดของผู้กำกับท่านนี้มาก่อน การสังเกตฉากต่างๆ ในออฟฟิศ จึงเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งในการรับชม หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมเขียนแบบทิ้งไว้ Post it ที่แปะไว้แบบไม่ดูไม่ตั้งใจแต่บรรจง แฟ้มเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวางเรียงสันเป็นแนวทั้งเก่าและใหม่ ฉากสูงในที่ทำงานพระเอกที่แท้จริงอยู่ชั้นเพียงชั้น 1

ผู้กำกับที่ดั่งมีเวทมนตร์สะกดคนดู

ผลงานการกำกับที่ไม่เคยทำให้คุณผิดหวัง ภาพเบื้องหลังที่ คิมวอนซอก ผู้กำกับจะมีหูฟังเป็นอาวุธคู่กายอยู่เสมอ ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความประณีตด้านงานเสียง งานภาพ งานขยี้บท ผู้ชมดูแล้วต้องมานั่งตีความสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ นี่แหละถึงอยากยกให้เขาเหมือนมีเวทมนตร์สะกดผู้ชมจนตราตรึงกันไม่จบ ผู้เขียนขอยกให้เขาเป็นสปีลเบิร์กแห่งเกาหลี “คิมวอนซอก..ผู้กำกับพ่อมดสะกดคนดู”

แม้อายุจะห่าง แต่เราใกล้กัน

ความห่างระหว่างวัยถึง 24 ปี ของพัคดงฮุนในวัย 45 กับ อีจีอันในวัย 21 นั่นทำให้อีจีอันเอ่ยปากเรียกเขาว่า “ลุง” และแม้ว่าพัคดงฮุนจะพยายามรักษาระยะห่างจากจีอันด้วยการให้เธอเรียกเขาว่า “ผู้จัดการ” เหมือนกับคนอื่นๆ แต่เธอก็ยังดื้อดึงที่จะเรียกเขาว่า “ลุง” ในแบบที่เธอต้องการ ก็ลุงทำดีกับฉันมากเกิน 4 ครั้งทำไม นั่นคือสิ่งที่เธอเฝ้าเพียรถามเขามาตลอด หรือนี่อาจจะเป็นการเรียกที่เธอต้องการตระหนักว่า เขาเสมือนลุงคนหนึ่งที่มาช่วยเธอ จะมองเขาในแบบผู้หญิงมองผู้ชายไม่ได้เด็ดขาด แต่ด้วยความดีของเขา เราเองยังหวั่นไหว แล้วอีจีอันล่ะ ความรู้สึกต่างๆ ของเขาที่เธอได้รับรู้ และความทุกข์ของเธอที่ลุงได้รับทราบ ถูกเชื่อมโยงให้หัวใจของพวกเขาทั้งสองใกล้กัน

ความรักที่ไม่ต้องการการครอบครอง

ความรักที่ก่อตัวจากความสงสารเป็นตัวนำทาง ไม่ได้เป็นความรักที่ผิดอะไร แต่ความรักในเรื่องนี้ได้สอนให้ผู้ชมได้รู้ถึงความรักที่แท้จริง รักที่ไม่ต้องการการครอบครอง ความรักที่เหมาะสมและถูกต้องมาก่อนเสมอสำหรับพัคดงฮุน ผู้ชายที่แสนดี ส่วนอีจีอัน ความรักที่เธอมีต่อเขา เธอก็ไม่เคยเรียกร้องจะครอบครอง ขอแค่สิ่งเดียวที่เธอบอกกับเขาเสมอ “ฉันอยากเห็นคุณมีความสุข” และเขาก็ตอบกลับความรักของเธอ “ฉันจะมีความสุข”  และพวกเขาตกลงกันไว้ว่าจะทำให้ตัวเอง  “มีความสุข” เพื่อกันและกัน

ความสุขอาจอยู่ตรงหน้าคุณ

คำถามที่ดูง่าย แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า “ความสุข” คืออะไร ถ้าเมียลุงรู้ว่า “ความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงหน้า” เมียลุงก็จะไม่มีชู้แล้วไปมีความสุขแค่ฉาบฉวย ถ้าจองฮีรู้ว่าความสุขคืออะไร เธอก็จะควรปล่อยวางตั้งแต่ 20 ปีก่อน ปล่อยให้คนที่รักไปทำให้สิ่งที่เขาต้องการและสนับสนุนเขา ถ้าโดจุนยองรู้ว่าความสุขคืออะไร เขามีพร้อมแล้วทั้งหน้าตาในสังคม มีฐานะ มีหน้าที่การงานที่มั่นคงแล้ว จะแสวงหาอะไรอีก และความสุขของจีอันและลุงก็คือ การที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข นั่นแหละความสุขที่แท้จริง

สิ่งนี้ผู้เขียนมองว่าผู้กำกับต้องการสื่อความหมายของความสุขให้ไปถึงผู้ชมทุกคน เมื่อวันหนึ่งที่พัคดงฮุนและอีจีอันค้นพบทางเดินแห่งความสุขของตัวเองแล้ว ความสุขที่ไม่ต้องมาบรรจบกัน แต่เป็นความสุขที่เดินขนานไปด้วยกัน นานๆ ครั้งจะเจอกันเพื่อเลี้ยงข้าวกันและกัน เติมเชื้อพลังงานในการใช้ชีวิต วันพิเศษวันนั้นจะเป็นวันแห่งความสุขขนาดไหน แล้วคุณผู้ชมล่ะ คุณค้นพบความสุขของคุณแล้วหรือยัง?

ความสุขที่แท้..ขอแค่เรียบง่าย

ในตอนที่ 16 จีอันได้กล่าวกับเมียพระเอกว่า ประโยคที่เธอชอบที่สุดที่เขาพูดกับคุณคือ “ผมกำลังกลับบ้าน จะให้ซื้ออะไรเข้าไปมั้ย?” คำถามง่ายๆ ปาเก้ หินอ่อน (พื้นๆ) ที่คนฟังทุกวันละเลย และรู้สึกรำคาญ โดยไม่รู้ว่ามันกลับมีค่ามหาศาล กลายเป็นคำถามที่มีคนอื่นต้องการฟังทุกวัน ยิ่งคนอื่นที่ว่านั้นเป็นผู้หญิงที่ชอบสามีตัวเองด้วยแล้ว คุณจะได้อะไรบ้างจากประโยคที่จีอันพูดถึง คุณจะได้ฉุกคิดในทันทีว่า เราได้ละเลยอะไรกับคนที่รักเราไปบ้างหรือเปล่านะ ถ้ายังไม่ได้คิด อยากให้ลองคิดดู แล้วคุณจะรู้ว่า คนที่รักคุณเขาทำอะไรเพื่อคุณบ้าง นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่านักเขียนบทต้องการบอกกับผู้ชม

เรื่องง่ายๆ ของเราแต่เขาไม่รู้

“ถ้าเธอย้ายทะเบียนบ้านออกมา ก็สามารถพายายไปอยู่บ้านพักคนชราและมีสวัสดิการฟรีนะ” เรื่องง่ายๆ ที่พัคดงฮุนรู้และบอกออกไป มันเหมือนทางอุโมงค์ที่มีแสงสว่างไสวให้กับชีวิตของอีจีอัน ในทางกลับกัน “เบอร์โทรตู้สาธารณะ โทรออกได้ แต่โทรเข้าไม่ได้” อีจีอันบอกเรื่องง่ายๆ นี้ที่เธอรู้แก่พัคดงฮุนที่กำลังมืดแปดด้านในการสืบเรื่องของโดจุนยอง เขาและเธอเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตให้แก่กัน และบางครั้งเรื่องที่เราคิดว่าง่าย นั่นก็แค่เพราะว่าเรารู้เรื่องนั้นแล้ว อย่าดูถูกคนที่เขาไม่รู้ เพียงเพราะแค่เรารู้แล้ว

สปอยล์ไอยู ใกล้เคียงมาก

ถ้าคุณได้อ่านบทความที่ผู้เขียนนำเสนอไปก่อนนี้ ถึงสปอยล์ของไอยูในเรื่องนี้

IU ปล่อยฮา~สปอยล์จากเนติเซนใน My Mister ตอนพิเศษ

คุณก็จะรู้ว่า แม้แต่บทในเรื่องยังให้คิดไปในทางเดียวกันกับเนติเซนว่าที่แท้ อีจีอัน อาจจะเป็นหลานที่แท้จริงของท่านประธานบริษัทก็เป็นได้ในตอนที่ 15 (เอาฮาน่า ^_^)

แม่คนนี้นั้นมีแต่ให้

ฉากที่สะเทือนอารมณ์ผู้ชมจนต้องเสียน้ำตาอีกฉาก กล่าวถึงตอนที่แม่ได้เห็น พัคซังฮุน ลูกชายคนโตต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรีลงทุนคุกเข่าเพื่อขอโทษลูกค้า แม่ไม่ว่า ไม่ถาม ไม่พูดถึง และแสร้งทำเป็นไม่เคยรู้ แล้วเก็บเอาความเจ็บช้ำน้ำใจนี้ไว้คนเดียว ไม่ให้ลูกชายต้องอับอายซ้ำสอง และลูกชายเองก็ภาวนาไม่อยากให้แม่ได่รู้ความอัปยศในครั้งนี้ และแล้วเมื่อความจริงเปิดเผยว่าแม่ก็รู้นะ และวิธีการแก้ปัญหาของน้องชายคนกลางอย่าง “พัคดงฮุน” ที่ใช้จัดการกับคนที่ทำพี่ชายของเขาต้องทิ้งศักดิ์ศรีก้มลงคุกเข่า ฉากนี้เล่นเอาคนดูถึงกับจุกที่อก ใครไม่ร้องไห้ซาบซึ้งใจในฉากนี้ ถือว่าคุณเข้มแข็งมาก

3 พี่น้อง 3 บุคลิก

ความรักที่สื่อออกมาคนละแบบของสามพี่น้องที่รักกัน คาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของทั้งสามคน ตรงนี้ต้องขอชื่นชมผู้เขียนบทที่ทำให้เรารู้ว่าพวกเขารักกันโดยที่ไม่ต้องพูดคำว่ารัก ทัศนคติ บุคลิกนิสัยของแต่ละคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พี่ชายคนโต แสนอ่อนไหว เขาร้องไห้ออกมาอย่างง่ายดาย เขาเลือกที่จะโทษตัวเองแม้จะเป็นน้องสะใภ้ที่มีชู้ ในขณะที่น้องชายคนกลาง เงียบ ไม่พูด แต่มีวิธีการแก้ปัญหาในแบบฉบับของตัวเอง ถือกระเช้าผลไม้ไปหาคนผิดที่ทำให้พี่ชายเขาต้องคุกเข่า ทำให้แม่ต้องร้องไห้ ส่วนน้องชายคนเล็ก อารมณ์ร้อน พร้อมเดือดเสมอ ใครทำพี่กูเจ็บ มึงตาย ในฐานะผู้ชมคนหนึ่ง มันทำให้เรามองพี่น้องของตัวเองในมุมที่ไม่เคยมอง แล้วรักในความมีพี่น้องในเรื่องนี้จนคิดไปถึงว่า แม่ของพวกเขาเลี้ยงดูมาอย่างไร “ถึงจะไม่ร่ำรวยแต่พวกเรารักกันนะ”

คำสอนของยาย

ก่อนที่ยายจะจากไป คำสอนที่มีค่าของยายที่มอบให้กับหลานสาวจีอัน สามารถเตือนให้ผู้ชมนำกลับไปใช้ในชีวิตของตัวเองได้ ความสัมพันธ์และมิตรภาพเป็นสิ่งที่มีค่ามาก แกต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพื่อตอบแทนพวกเขา และเธอก็ได้ตอบแทนทุกคนตามที่ยายสอนไว้อย่างดีแล้ว

กล้าออกจาก SAFE ZONE

ผู้เขียนบทบอกกล่าวเรื่องราวนี้ชัดเจนผ่านตัวละครอย่าง “พัคกีฮุน” น้องชายคนสุดท้องที่กล้าดูหนังที่เขาทำใจไม่ได้จนจบ กล้าลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับความฝันอีกครั้ง งานกำกับที่เขาเคยกลัวและเป็นฝันร้ายเพื่อตัวเอง เพื่อแม่ เพื่อครอบครัวและเพื่อคนที่เขารัก แล้วคุณผู้ชมล่ะ คุณก้าวออกจาก Safe Zone ของตัวเองเพื่อตามหาฝันบ้างหรือยัง?

ที่ร้องไห้นั้นไม่ใช่เศร้า

หลายฉากที่ผู้เขียนแอบร้องไห้ไปกับเรื่องราวและบทบาทของตัวละคร เกิดขึ้นเพราะความซาบซึ้งกินใจที่ได้ดูละครน้ำดียกเทินหัวขึ้นหิ้งของผู้กำกับคิมวอนซอกที่นำบทละครจากนักเขียนบทฝีมือดี “พัคแฮยอง” จาก Another Oh Hae Young มาทำเป็นละครที่แทรกความหม่นหมองประคองอารมณ์แต่กลมกล่อมและอบอุ่น ละครที่มีท่วงทำนองจังหวะในการเดินเรื่องที่สามารถกระชากเอาหัวใจคนดูออกมาให้เต้นตุบๆๆ ในมือของผู้กำกับได้เมื่อดูจบตอนในตอนนั้นๆ บวกกับการแสดงชั้นยอด ระดับคว้าแดซังของนักแสดงนำ

ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง ฉากจบในตอนที่ 14 การตัดสินใจของพระเอกหลังรู้ว่านางเอกดักฟัง ภาษากาย มือที่กำโทรศัพท์แน่น สายตามองตรงไปข้างหน้า เสียงจังหวะหายใจ การกลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ยชื่อนางเอกออกมา

“อีจีอัน………….อีจีอัน…………”

 

“โทรหาฉัน”
แล้วนางเอกก็ม่านตาเปิดโพลงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ยินชื่อตัวเองเป็นครั้งที่ 2 และมั่นใจว่าตัวเองกำลังฟัง Live อยู่

พระเอกถอนหายใจ พิงพนัก กัดกราม การแสดงของพระเอก อีซอนกยุน ในฉากนี้คือที่สุด เสียงหล่อที่หนักแน่นฟังแล้วเข้าไปถึงหัวใจของผู้ชม แล้ว ไอยู ไอดอลนักแสดง ที่ท็อปฟอร์มการแสดงในเรื่องนี้ ทำเอาหัวใจคนดูแทบจะหลุดมาตรงนั้นเหมือนอีจีอัน เพราะสิ่งที่เราได้ยินมันคือคำว่า “คิดถึง”

My Mister รวมสุดยอดฝีมือทางการแสดง

tvN โปรยคำโฆษณาเป็นตัวอักษรวิ่งในละครเรื่องก่อนที่ My Mister จะเริ่มออกอากาศตอนแรกไว้ว่า “My Ajusshi ละครที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของไอยู” ซึ่งนี่ไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่เกินเลยแต่อย่างใด เธอลบคำสบประมาทของเนติเซนบางส่วนที่โจมตีได้หมดสิ้น ไอยูได้ลบภาพไอดอลน้องสาวแห่งชาติที่คุ้นตา แล้วลดอายุมาสวมบท “อีจีอัน” สาวรุ่นวัยใสที่ชีวิตหนักอึ้งเหมือนมีอายุ 30,000 ปี ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีที่ติ ในขณะที่ “อีซอนกยุน” คุณลุงเสียงหล่อ ผู้เขียนได้อวยไปหมดแล้ว เขาแสดงได้ดีในดี คะแนนเต็ม 10 ก็ต้องได้ 12 เพราะจิตพิสัยที่ได้เกินมา 😀

ในส่วนของนักแสดงสมทบรอบกาย ก็ทำให้ผู้ชมหลงรักได้ทุกคน ทั้งพี่ชาย น้องชาย แม่ เพื่อน ทำได้ดีจนเราเชื่อว่าพวกเขาร่วมอยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วยกันมาเนิ่นนาน แม้กระทั่งตัวร้าย เราเองก็ยังต้องหลงรักฝีมือในการแสดงของทุกคน จุดนี้ขอให้เครดิตกับการแคสติ้งและผู้กำกับคิมวอนซอก

ควังอิล รักในรอยแค้น

“ทั้งรักและทั้งเกลียด ฝังแน่นในหัวใจ ฮู้ฮู สุดช้ำ” (ลองถ้าใครฮัมเพลงนี้ได้ รู้อายุเลย ^^’) ที่ยกเพลงนี้ขึ้นต้นมานั้น นั่นเป็นเพราะอยากจะพูดถึง “จางกียง” นักแสดงชายที่พลิกบทบาทจาก “พระรองขวัญใจมหาชน” ในซีรีส์ Go Back Couple มารับบท “ควังอิล” คนร้ายที่รักเธอ บทบาทที่ต้องฝังความรักไว้ใต้ความแค้น จางกียงสามารถแสดงบทบาทนี้ได้อย่างไม่มีที่ติ ผู้กำกับค่อยๆ ปูให้เรารับรู้ว่า เขาเกลียดอีจีอันมาก ทั้งทุบทั้งซ้อมทั้งขู่สารพัด จากนั้นก็ค่อยๆ แทรกเมล็ดปมแห่งความสงสัยในความดื้อดึงของเขาไว้กับผู้ชม จนเมล็ดปมค่อยๆ โต แตกหน่อไปถึงบางอ้อ ผู้ชมจึงได้รู้ความจริงว่า ทำไมไอ้เจ้าหนี้คนนี้ถึงได้ไม่ยอมรับเงินง่ายๆ และไม่ไปจากชีวิตเธอสักทีนะ คะแนนการแสดงผ่านดวงตาของจางกียงจึงได้ไปที่ 10/10 (อวยกันสุดฤทธิ์อะ)

Fighting!

คำพูดสั้นๆ แต่ให้พลังงานแห่งกำลังใจสูงมาก นึกถึงแล้วก็จะร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจ ขอชื่นชมผู้กำกับที่สามารถทำให้ผู้ชมฟินและอินไปกับคำพูดง่ายๆ สั้นๆ เช่นนี้ได้

“Fighting!” กำลังใจก่อนจากที่อีจีอันกล้าเผยออกมาเป็นคำพูดอีกครั้งก่อนจะจากเขาไป เธอรู้ว่าเธอมีส่วนที่ทำให้ลุงที่น่าสงสารคนนี้มีความสุขได้ แต่เธอก็ต้องไปค้นหาความสุขของตัวเองในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเธอเหมือนกัน ลุงหันกลับมาฟัง มองหน้าเธออีกครั้งพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม “Fighting!” และเอื้อนเอ่ยคำนี้กลับไป เช่นเดียวกัน ลุงก็รู้ตัวเองคือแหล่งพลังงานความสุขของอีจีอัน แต่พวกเขาก็ต้องจากกันแล้วเดินไปข้างหน้าเพื่อชีวิตของตัวเอง

เธอไม่เหมือนอย่างที่คนอี่นคิด

การตีความใน 3 ภาษามีความหมายไปได้หลายทาง ผู้เขียนเองมีความรู้ภาษาเกาหลีเท่าหางอึ่ง แต่คำที่ลุงพูดกับจีอันในเวอร์ชั่นแปลภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาอังกฤษนั้น ส่วนตัวถ้าฟังจากภาษาเกาหลีกลับมีอีกความหมายที่ใกล้เคียงและกินใจ จาก “เธอเป็นคนดี” ขออนุญาตปรับเปลี่ยนเป็น “เธอไม่เหมือนอย่างที่คนอื่นคิด” ส่วนตัวคิดว่าคำนี้มันบอกความหมายที่กว้างกว่าที่จีอันได้มานั่งฟังซ้ำๆ ลุงไม่ได้สุรปว่าเธอเป็นดนดี แต่ลุงอยากบอกว่าคนอื่นมองไม่เห็นตัวตนของเธออย่างที่ฉันได้เห็น ได้สัมผัสนะ ฉันรู้ดีว่า…เธอไม่เหมือนอย่างที่คนอื่นคิด…

ขอโทษอะไรกันเล่า

ขอเอ่ยถึงความผิดพลาดจากการแปลเพื่อสื่อความหมายใหม่แก่ผู้อ่าน ฉากงานศพคุณยายที่ซงกีบอม (เพื่อนสนิทนางเอกที่ติดเกม) มาเคารพศพก่อนไปสถานีตำรวจ อีจีอันกล่าว “ขอโทษนะ” (ด้วยเธอรู้สึกผิดที่ลากเพื่อนเข้ามาเอี่ยวจนต้องถูกจับ) เพื่อนสนิทที่ถึงจะปากแข็งแต่ก็ช่วยเหลือตลอดกำลังรู้สึกเสียใจไปกับเธอตอบกลับมาว่า “ขอโทษอะไรกันเล่า” (ซึ่งมีการแปลว่า “เสียใจอะไรนักหนา” จะกลายเป็นคนละความหมาย) แล้วก่อนไปเขาก็บอกกับเพื่อนสนิทกลับมาว่า “เข้มแข็งไว้นะ” (ในซับแปลว่า รอก่อนนะ) ถ้าคุณได้ย้อนกลับไปดูตอนนี้อีกครั้งและคิดคำแปลตามที่ผู้เขียนบอก อารมณ์ในการสื่อความหมายของเพื่อนสนิทอีจีอันจะเปลี่ยนไปในทันที

OST ที่ต้องรู้ความหมาย

ใครที่ยังไม่ได้ดู OST เป็นซับไทยหรืออังกฤษ ผู้เขียนอยากฝากให้กลับไปดูความหมายของเนื้อเพลง แต่ละ Part มีทั้งแทนตัวอีจีอัน แทนตัวลุง แทนเขาและเธอ แทนสามพี่น้อง และองค์รวมทั้งเรื่อง ไพเราะกินใจทุกเพลง และเมื่อบทเพลงคลอขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณจะยิ่งรู้สึกถึงอารมณ์ของตัวละครนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก (นี่ต้องกลับไปดูอีกรอบสินะ)

มิตรภาพ ความรักที่ไม่ต้องเอ่ยปาก

ผู้กำกับสร้าง “หมู่บ้านแห่งมิตรภาพ” ขึ้นมาให้ผู้ชมได้เรียนรู้ มิตรภาพของพี่น้องและพ้องเพื่อน จองฮีบาร์ที่รวมกลุ่มคนขี้แพ้ที่ชีวิตอาจไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ในชีวิตของคำว่า “เพื่อนพ้องและมิตรภาพ” พวกเขาชนะขาดทุกกลุ่ม

เรื่องนี้กล่าวถึงมิตรภาพไว้ 5 สถานะหลัก มิตรภาพระหว่างแม่และลูก มิตรภาพระหว่างคู่รัก มิตรภาพระหว่างพี่น้อง มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมงานและมิตรภาพระหว่างเพื่อน คุณชอบมิตรภาพแบบไหนกันบ้าง?

วิ่ง วิ่ง วิ่ง และก็วิ่ง

ไม่ใช่เฉพาะไอยูที่ต้องวิ่ง แต่นักแสดงในเรื่องนี้ 80% ต้องวิ่ง ฉากวิ่งที่ต้องถ่ายทำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง วิ่งๆๆๆ ไม่รู้ว่ากว่าจะถ่ายทำเสร็จ นักแสดงแต่ละคนต้องวิ่งกันกี่ครั้งในแต่ละซีน ชื่นชมทีมงานและนักแสดงทุกคนที่รับบทวิ่ง วิ่ง วิ่ง แม้ต้องเหนื่อยแต่ตั้งใจ อ่อ 20% ที่ไม่ต้องวิ่ง หนึ่งในนั้น โดจุนยอง ที่มีแต่ฉากเดินเร็ว ตึ้งตั้ง หน้าตึงเท่านั้น ^^

แผ่นหลังของลุง

ภาพแผ่นหลังและเสียงก้าวเดินไปของลุงที่อีจีอันมักจะมองตาม … พลังความสุขที่เดินได้ในชีวิตฉัน “ลุงของฉัน”

ข้อคิดจากเรื่อง…

ถ้าคุณอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ฝากข้อคิดสุดท้ายที่ทีมผู้ผลิต My Mister อยากบอกกับผู้ชมในตอนจบว่า “บางทีคุณอาจต้องพยายามสู้ต่อไปจนกว่าจะค้นพบพื้นที่แห่งความสุขและสบายของตัวคุณเอง” และเราอยากให้คุณแชร์ข้อคิดที่คุณได้จากเรื่องนี้ในมุมมองของคุณเองที่ประทับใจในเนื้อหาส่วนนั้น เราเชื่อว่าทุกคนที่ดูต้องได้ข้อคิดจากซีรีส์เรื่องนี้มากมาย ให้เราให้เพื่อนๆ ที่รักเรื่องนี้เหมือนกันได้อ่านกันนะคะ

❤ รักลุงนะคะ รักอีจีอัน รักทุกตัวละคร  รักคนเขียนบท รักผู้กำกับ รักแฟน My Mister
….ออนนี่แซ่บส์ ณ KZabs….. 

Source: (1) (2)

ติดตาม KZabs ได้จากช่องทางต่างๆ ด้านล่างนี้

Facebook: https://www.facebook.com/KZabsTalk/
Twitter: https://twitter.com/KZabsTalk
Instagram: https://instagram.com/KZabsTalk 
Website: https://www.kzabs.com

16 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน เกี่ยวกับซีรีส์ My Mister